เมื่อพูดถึงแบรนด์รถยนต์ที่ขายรถยนต์ในเกรดรถบ้าน (รถที่ผลิตขายจำนวนมาก) ที่มีชื่อเสียงและมียอดขายถล่มทลายระดับโลก คุณจะนึกถึงแบรนด์อะไร??

หากถามคนไทย ส่วนมากเชื่อว่าคำตอบก็คงหนีไม่พ้น Toyota

แต่ถ้าหากเรา ไปถามชาวจีน ชาวยุโรปในหลายๆ ประเทศ คำตอบที่ได้จะออกมาเป็น Volkswagen แทน เพราะพวกเขาคือเจ้าตลาดที่คนส่วนใหญ่จะเลือกเป็นลำดับแรกๆ เมื่อต้องการซื้อรถ

และ Volkswagen ก็ยังเป็นค่ายรถที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับที่ 2 รองจาก Toyota เท่านั้น

 

แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไม Volkswagen กลับไม่มีบทบาทในประเทศไทยเลย ทั้งที่คุณภาพรถและยอดขายของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นรอง Toyota เลยในระดับโลก!?

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปไขข้อข้องใจนั้นกันครับ…

 

 

ความผูกพันธ์ในอดีตของคนไทยกับ Volkswagen

อันที่จริง Volkswagen เข้ามามีบทบาทในตลาดประเทศไทยตั้งแต่ปี 2496 หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อฟื้นฟูประเทศ

ซึ่ง Volkswagen บริษัทรถสัญชาติเยอรมันเอง ก็ต้องการที่จะส่งออกรถไปขายทั่วโลกเพื่อสร้างกำไรให้ได้มากที่สุด

และก็เป็นหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต ที่ตอนนั้นเรียนต่ออยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และมีโอกาสไปเยี่ยมน้องชายที่เยอรมนี ทำให้ได้รู้จักกับ ดร. นอร์ท โฮป ประธานบริษัท VW ณ เวลานั้น

ดร. นอร์ท โฮป ได้มีโอกาสพูดคุยกับหม่อมเจ้าปิยะรังสิต และเสนอว่าอยากจะเป็นตัวแทนขายรถยนต์โฟล์กในเมืองไทยไหม?

ทางหม่อมเจ้าปิยะรังสิต ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านขายรถมาก่อน แต่ก็มองเห็นโอกาสจากคำชักชวน จึงตอบตกลงและจดทะเบียนบริษัท “ประชายนต์ จำกัด” ขึ้นมา

(ซึ่งคำว่า ประชายนต์ เป็นคำที่แปลตรงตัวจากคำว่า Volkswagen ที่ภาษาอังกฤษแปลได้ว่า People’s Car)

 

แน่นอนว่าในยุคนั้นรถที่ VW ผลิตออกมาขายก็คือ “โฟล์กตู้” และ “โฟล์กเต่า” ซึ่งมันได้รับความนิยมไม่น้อยเลย

ในปี 2510 รถโฟล์คได้รับความนิยมมาก จนเกิดการขึ้นสายการประกอบรถขึ้นในบ้านเรา ด้วยการการนำเข้าอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ มาจากต่างประเทศ

รถทั้งสองรุ่นฮิต ก็สามารถสร้างยอดขายในไทยได้เรื่อยๆ ตามการเติบโตของประเทศ

 

แต่จุดเปลี่ยนได้เกิดขึ้นเมื่อในปี 2521

เมื่อรัฐบาลไทยได้เริ่มโครงการส่งเสริมการลงทุนในประเทศอย่างหนัก เพราะเศรษฐกิจไทยในตอนนั้นไม่สู้ดีนัก

และหนึ่งในแผนการส่งเสริมการลงทุนนั้น มีการตั้งภาษีรถยนต์ทั้งคันจากต่างประเทศในอัตราที่สูงมาก เหมือนเป็นการบีบบังคับให้ค่ายรถ ต้องมาสร้างโรงงานในไทย

รวมถึงมีการกำหนดว่าการประกอบรถในไทย จะต้องมีอะไหล่ที่ผลิตในประเทศตามจำนวนที่ระบุเอาไว้

แต่ทาง Volkswagen ขณะนั้น ไม่มีแผนเข้ามาตั้งโรงงานในไทยด้วยตัวเอง

ทำให้การผลิต และจำหน่ายรถโฟล์กในไทย ต้องหยุดลงนับตั้งแต่ปี 2521 ไปอย่างน่าเสียดาย…

 

 

การกลับมาอีกครั้งที่ไม่น่าประทับใจ

ภายหลังในปี 2534 ไทยได้ยกเลิกข้อห้ามการนำเข้ารถทั้งคันมาขายในไทย และนั่นทำให้ Volkswagen ได้มีตัวแทนจำหน่ายใหม่ในไทยคือ “บริษัท ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น จำกัด”

และถึงแม้ว่จะได้กลับมาเปิดตลาดในไทยอีกครั้ง แต่ในขณะนั้นที่ค่ายรถญี่ปุ่นได้เข้ามาลงหลักปักฐานตั้งโรงงานในไทย และครองตลาดในบ้านเราได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

และด้วยนโยบายด้านภาษีของไทย ทำให้รถ Volkswagen ที่จัดเป็นรถบ้านเกรดเดียวกับ Toyota กลับมีราคาที่สูงกว่าขึ้นไปอีกระดับ

บวกกับชื่อเสียงของดีลเลอร์ที่ไม่เป็นที่น่าประทับใจนักในหมู่ลูกค้า (โดยเฉพาะในเรื่องการบริการหลังการขาย)

ตรงจุดนี้เองที่ความผูกพันธ์ของคนไทยที่มีต่อรถเยอรมันดังกล่าว ได้ขาดสะบั้นลง และยังไม่สามารถต่อได้ติดจนปัจจุบัน

หลังจากนั้นรถของ Volkswagen ก็ไม่ประสบความสำเร็จในบ้านเรา จนปัจจุบันรถที่ทำตลาดอยู่มีเพียงแค่รถตู้อย่างรุ่น Caravelle เท่านั้น

 

 

แล้วทำไม Volkswagen เลือกที่จะไม่เปิดโรงงานในไทย?

แม้จะมีแฟนคลับรถยี่ห้อนี้อยู่ แต่การที่รถไม่ได้ประกอบในประเทศ ทำให้ตั้งราคาสู้กับรถญี่ปุ่นไม่ได้ คือสิ่งที่ทำให้โฟล์กไม่สามารถครองตลาดบ้านเราได้เหมือนกับประเทศอื่นๆ

จึงมีคำถามต่อมาว่า แล้วทำไมไม่เข้ามาตั้งโรงงานประกอบในบ้านเราล่ะ?

คำถามที่ว่านั้น ถ้าไม่ใช่คนวงใน หรือระดับผู้บริหารของค่าย เราก็ไม่อาจรู้สาเหตุได้จริงๆ

แต่จากข้อมูลที่ทีมงานได้สืบค้น พบว่าในช่วงที่รัฐบาลส่งเสริมให้แบรนด์ต่างชาติมาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศนั้น โฟล์กกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังขยายโรงงานที่อื่นๆ

ทั้งโรงงานในยุโรป ที่เยอรมนี และยูโกสลาเวีย ในการผลิตอะไหล่รถ

รวมถึงกำลังลงทุนเงินมหาศาลไปกับการขยายโรงงานที่ประเทศบราซิลเพิ่ม เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถทางฝั่งอเมริกาใต้

นั่นหมายความว่า ในตอนนั้นผู้บริหาร VW นั้นมองเห็นว่าตลาดบราซิลและอเมริกาใต้ มีศักยภาพที่แบรนด์จะเติบโตได้มากกว่าตลาดไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซึ่งจะบอกว่าอาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ เพราะปัจจุบัน VW สามารถทำยอดขายในอเมริกาใต้ได้เฉลี่ย 400,000 – 500,000 คันต่อปี

แต่คิดเล่นๆ ว่าถ้าพวกเขาเลือกมาเปิดโรงงานในบ้านเรา ต่อสู้กับ Toyota และค่ายรถญี่ปุ่นทั้งหลายมาตั้งแต่ในอดีต

ในปัจจุบันพวกเขาอาจเป็นหนึ่งในแบรนด์อันดับ 1 ของไทย เป็นแบรนด์ที่คนไทยเลือกใช้..?

หรืออาจเป็นแค่แบรนด์รอง แบรนด์ทางเลือกจากค่ายเจ้าตลาด (เหมือนกับที่ Ford เป็นอยู่) ..?

เราก็ไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะน่าเสียดายที่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง…

 

ยอดส่งมอบรถ VW ทั่วโลก แบ่งตามทวีป

 

แต่ Volkswagen ก็ยังมีหวังจะเข้ามาทำตลาดในไทยอยู่นะ!!

ย้อนกลับไปในปี 2558 มีรายงานว่า Volkswagen ได้ยื่นความประสงค์เข้าโครงการส่งเสริมการลงทุน Eco Car เฟส 2

โดยในข่าวระบุว่า พวกเขาจะทุ่มเงินกว่า 37,000 ล้านบาทเพื่อมาตั้งโรงงานในประเทศไทย และโรงงานนั้นจะมีกำลังการผลิต 300,000 คันต่อปี!

ณ เวลานั้น สร้างความตื่นเต้นให้กับคนที่ติดตามข่าวสารอย่างมาก พากันลุ้นว่าในที่สุดค่ายรถเบอร์ 1 ของฝั่งยุโรปกำลังจะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราแล้ว!!

แต่แล้วฝันก็สลายลงเมื่อต่อมา..

ปี 2560 ฐานเศรษฐกิจออกมารายงานว่า Volkswagen ใส่เกียร์ถอย ตัดสินใจยกเลิกแผนการลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทยไป

ส่วนหนึ่งเพราะมองเห็นว่าไม่สามารถขายแข่งกับค่ายญี่ปุ่นในไทยได้

อีกทั้งการจะส่งออกไปประเทศใกล้เคียงนั้น ก็ยิ่งยากไปใหญ่ เนื่องจาก Volkswagen ก็ยังไม่ได้ครองตลาดประเทศในแถบนี้เลยสักประเทศ

บวกกับช่วงนั้น Volkswagen กำลังมีปัญหาภายในอย่างหนักหน่วง จากคดีโกงผลทดสอบไอเสียรถ (คดี Dieselgate)

ที่ฉาวโฉ่จนทำให้ผู้บริหารถูกฟ้องกันยกใหญ่ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่การลงทุนในไทยถูกยกเลิกไป

(ใครอยากอ่านเรื่องราวเต็มๆ ติดตามได้ที่ : สรุปคดีอื้อฉาว “Volkswagen โกงค่าไอเสีย” ถึงขั้นสั่งปรับแสนล้าน-พนักงานติดคุก!!)

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น ก็อย่าเพิ่งหมดหวังกัน เพราะเพิ่งมีรายงานข่าวออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา..

Volkswagen กำลังเจรจากับ AAS Auto ตัวแทนจำหน่าย Porsche และ Bentley ในไทย ถึงการกลับเข้ามาทำตลาดในไทยอีกครั้ง

แต่ทาง AAS Auto ก็ยังไม่เผยรายละเอียดอะไรออกมาเพิ่มเติมว่าการเจรจามีผลออกมาเป็นอย่างไร

และถ้าหากจะกลับมาทำตลาดจริงๆ จะเป็นการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศ หรือนำเข้ารถจากต่างประเทศมาเหมือนเดิม

(ซึ่งอย่างหลัง ก็จะทำให้รถมีราคาแพงกว่ารถตลาดทั่วไปเหมือนเดิม และมีสิทธิ์ม้วนเสื่อกลับบ้านอีกเช่นเดิม)

 

เราจะได้เห็นแบรนด์ยักษ์รายนี้มาทำตั้งโรงงาน หรือเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็น Volkswagen เข้ามามีบทบาทในบ้านเราอีกต่อไปเลย?

ก็ต้องติดตามชมกันต่อไป….

 

 

แหล่งอ้างอิง : vwshowtime, prachachat (1)(2), thansettakij, aic

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...