เหตุใด Tesla จึงถูกเกลียดจากชาวอเมริกันบางกลุ่ม? ต้นเหตุที่ฝังลึกมาตั้งแต่ยุค Toyota Prius

ผู้ที่ติดตาม MagCarZine หลายคนน่าจะทราบกันดีว่า เว็บของเรามุ่งเน้นไปที่การนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ รวมถึงแวดวงรถยนต์ไฟฟ้าในต่างประเทศ

ซึ่ง Tesla คืออีกหนึ่งค่ายที่เรามักจะมีข่าวคราวมาให้พูดถึงอยู่บ่อยๆ

 

ทราบกันหรือไม่ว่า Tesla สามารถเปิด Sentry Mode หรือ “โหมดระวังภัย” ที่จะทำให้กล้องรอบคันทำงานอยู่แม้ดับเครื่องไปแล้วก็ตาม

ทำให้รถ Tesla จับภาพผู้ไม่หวังดีที่มักจะนำกุญแจมาขูดรถได้อยู่บ่อยครั้ง บ่อยเสียจนต้องนึกว่ามีใครโกรธเกลียดอะไรค่ายนี้รึเปล่า!?

การมีข่าวแนวนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเกินไป ทำให้เราทราบว่านอกจาก Tesla จะเป็นแบรนด์ที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนแล้ว

Tesla ยังเป็นแบรนด์ที่ใครหลายคน ‘เกลียด’ อีกด้วย

แต่เพราะอะไรกันที่ทำให้คนบางกลุ่มชิงชัง Tesla ได้ถึงขนาดนี้?

 

ชายใช้กุญแจขูดรถ Tesla ก่อนถูกจับได้ด้วยกล้อง Sentry Mode

 

เราจะพาคุณย้อนไปหา “เหตุผล” ที่เหล่าคนร้ายขูดรถ ยกมาอ้างว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น จากตัวอย่าง 3 ราย

มีรายหนึ่งได้ยอมมอบตัวด้วยตัวเอง หลังพบว่าหน้าตัวเองกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้บอกเหตุผลถึงการกระทำ

อีกรายหนึ่งถูกตำรวจจับได้และเขาก็ออกมาขอโทษเจ้าของรถก่อนจะบอกว่าในตอนนั้นไม่ได้คิดจึงทำเรื่องโง่ๆ ออกไป

หรืออีกรายที่ปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่เมื่อเปิดวิดีโอหลักฐานให้ดูเจ้าตัวก็ยอมสารภาพพร้อมกับขอโทษในสิ่งที่ทำลงไป

 

ตัวอย่างของผู้ขูดรถ Tesla และถูกจับได้

 

เมื่อดูแล้วพบว่าส่วนมากคนเหล่านี้ทำไปโดยไม่มีความโกรธแค้นอะไรกับเจ้าของรถ แต่ทำไปเพราะความหมั่นไส้รถ Tesla ล้วนๆ

แต่พวกเขาก็ไม่ได้ลงลึกว่าเพราะอะไรจึงเกลียดค่ายนี้ เพราะอะไรจึงต้องมาชิงชัง… เอ้อ น่าสงสัยไปอีก

ทีมงานเราจึงไปสืบค้นข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของผู้ที่เกลียด Tesla และก็พบว่ามี 3 ปัจจัยหลักๆ ที่พอจะสรุปได้ดังนี้

 

1. รถรักษ์โลก = ไม่แมน

มนุษย์เราอยู่คู่กับ รถยนต์น้ำมันมาทั้งชีวิต จนกระทั่งรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเติบโตมากขึ้นและผู้จุดกระแสก็คือ Tesla

นั่นทำให้ใครบางคนเกิดความรู้สึกต่อต้านและไม่เปิดใจให้

และหลายคนน่าจะรู้ดีว่ารสนิยมของผู้ใช้รถที่อเมริกานั้น ส่วนมากจะนิยมใช้รถที่เน้นพละกำลัง เครื่องยนต์ต้องเป็นเครื่องใหญ่อย่างเครื่อง V ขนาดความจุเกิน 5 ลิตรขึ้นไป

ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ จะมองว่ารถยนต์ไฟฟ้า นั้นไม่เหมาะกับการมาใช้งานบนถนน ก็อาจจะใช่

เพราะพวกเขาคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่รถที่แท้จริง แถมยังไม่มีเสียงเครื่องยนต์ที่ไพเราะเสนาะหูสำหรับพวกเขา

 

ขณะที่บางคนเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวหรือรังควานกับคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า

แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ไม่ชอบถึงขั้นต้องแสดงออกเกินกว่าเหตุ ด้วยการสร้างความเดือดร้อนให้อีกฝ่าย เพื่อความสุขของตน

 

 

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกระแสทำให้เกิดกลุ่มคนที่เกลียดในรถคันหนึ่งขึ้นมา…

เพราะในอดีตครั้งที่ Toyota Prius ได้เปิดตัววางขายที่อเมริกา ก็เคยเกิดเหตุดังกล่าวมาก่อนแล้ว

ด้วยภาพลักษณ์ของความเป็นรถรักษ์โลก แหกขนบธรรมเนียมความเป็นอเมริกันที่นิยมรถเครื่องใหญ่

ย้อนกลับไปตอนนั้น ต้องเรียกว่า Prius ยังโดนหนักกว่า Tesla เพราะดีไซน์ของรถที่ไม่สวยในสายตาชาวอเมริกัน สมรรถนะของรถก็สู้รถน้ำมันไม่ได้ ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่สนุก เป็นรถที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายคนจากจุด A ไปจุด B แล้วก็จบ

ทำให้ Prius ถูกมองว่าเป็นรถใส่ถ่าน ขับแล้วไม่แมน และมักจะถูกแซวในโลกออนไลน์มาจนถึงปัจจุบัน

 

Toyota Prius เจนแรกที่เริ่มทำตลาดในอเมริกาเมื่อปี 1997

 

2. บางครั้งก็เกิดจากผู้ใช้ EV เอง

และกลับกันจากข้อด้านบน บางครั้งผู้ใช้ EV ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเกลียดชังขึ้น

ปัจจัยนี้ก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย Toyota Prius เช่นเดียวกับ Tesla ที่รถถูกใส่ความ ‘รักษ์โลก’ เข้าไปในการโฆษณา

ทำให้บางคนรู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่เลือกใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก ทำให้พวกเขาเหมือนได้ช่วยโลกไปด้วย ซึ่งจะไม่มีปัญหาเลยถ้าหากไม่มีระรานอีกฝ่าย!!

 

เพราะมีผู้ใช้ EV บางคนที่มักจะยกตนข่มอีกฝั่งว่าเลือกใช้ EV นั้นฉลาดกว่ารถน้ำมัน หรืออาจจะถึงขั้นไปต่อว่า ว่าอีกฝ่ายไม่รักษ์โลก

จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายใช้รถน้ำมันเกิดความหมั่นไส้ผู้ใช้รถ EV ขึ้นมา ยิ่งแฟนเดนตายของรถทั้งสองประเทศ ยิ่งเปิดสงครามกันหนักเข้าไปใหญ่

และความเกลียดชังระหว่างสองฝ่ายก็สะสมขึ้นเรื่อยๆ

แต่แม้จะเกลียดกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องไปทำร้ายรถของอีกฝั่ง ซึ่งกรณีนี้เราอาจจะอนุมานได้ว่า รถน้ำมันมีเยอะมาก กลุ่ม EV หัวรุนแรงจึงไม่รู้จะตามขูดยังไง

แต่รถไฟฟ้ามีน้อยกว่า กลุ่มรถน้ำมันหัวรุนแรง ก็เลยเลือกขูดได้เจาะจงกว่านั่นเอง

 

 

3. Elon Musk ผู้น่าหมันไส้

นอกจากสงครามระหว่างผู้ใช้รถแล้ว ซีอีโอของ Tesla เองก็มีส่วนไม่น้อย..

ด้วยการที่ Elon Musk มีคาแร็กเตอร์เป็นนักธุรกิจที่มีนิสัยกวนๆ ไม่แคร์สื่อ ตรงไปตรงมาจนอาจจะเรียกว่าตรงเกินไป

และเขาก็มั่นใจอย่างมากว่าเทคโนโลยีของเขาจะช่วยพลิกโลกได้ ทำให้บางครั้งเขาได้พูดสิ่งที่ได้ใจสาวก แต่ทำให้ฝ่ายไม่พอใจนัก

เช่น ในงานเปิดตัว Tesla Roadster 2020 เขาได้บอกว่ารถคันที่ว่าจะเป็นรถที่ออกมา “ตบรถน้ำมันให้คว่ำ”

เพราะ Roadster ทำประสิทธิภาพได้ยอดเยี่ยมในระดับเดียวกับรถน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นรถสปอร์ต ซูเปอร์คาร์ หรือไฮเปอร์คาร์ ในราคาที่ประหยัดกว่าหลายเท่า

 

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ในการเปิดตัวระบบ Autopilot เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Elon ก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า

“ผู้บริโภคควรรับรู้ตั้งแต่วันนี้เอาไว้ว่า มันบ้ามากหากคุณยังไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องซื้อรถ Tesla”

“เพราะภายในอีก 3 ปีข้างหน้า การมีรถน้ำมันก็เหมือนกับการที่คุณมีม้าเอาไว้ขี่ มันก็ไม่ผิดนะ แต่คุณจะหวังอะไรกับม้าเมื่อวันนั้นมาถึง?”

ประโยคข้างต้นน่าจะโดนใจสุดๆ สำหรับคนที่ชื่นชอบในตัว Elon

แต่สำหรับคนที่ใจรักในรถน้ำมัน ใครที่ได้ยินประโยคดังกล่าวก็คงจะรู้สึกหมั่นไส้ในตัวซีอีโอคนนี้ไม่น้อยเลย

 

 

ทั้ง 3 ข้อนี้ อาจจะเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เกิด Tesla Haters ขึ้นมา

แต่ถ้าถามว่าผู้ใช้ Tesla สมควรโดนกุญแจมาขูดรถของเขาหรือไม่ คำตอบก็คือ.. ไม่อย่างแน่นอน

ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่จิตสำนึกของแต่ละบุคคลที่มีไม่เท่ากัน

บางครั้งการแซวกัน หรือการที่คนเรามีรถหรือแบรนด์ที่เป็นที่หนึ่งในใจจนทำให้ไม่เปิดใจกับรถยี่ห้ออื่นก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในวงการยานยนต์

แต่การเกลียดจนถึงขั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นนั้นมันดูจะเกินเลยไปเสียหน่อย

เพราะฉะนั้นการเลือกใช้รถตามที่ใจตัวเองชอบและไม่มีระรานคนอื่นเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วครับ..

 

แหล่งอ้างอิง: electrek, cnbc, forbes, drivetribe

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...