รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ถูกยกว่าเป็นเทรนด์แห่งวงการยานยนต์ในอนาคต

แต่ปัญหาหลักที่ผู้บริโภคหลายคนยังไม่กล้าซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาเป็นเจ้าของ ก็คงจะหนีไม่พ้นความสงสัยว่า “สถานีเติมพลังงาน” จะมีเพียงพอหรือไม่ หรือกระทั่ง “ปั๊มน้ำมัน” จะผันตัวมาเป็นสถานีชาร์จได้จริงหรือ

และดูเหมือนว่าสิ่งที่หลายคนกังวลจะเป็นเรื่องจริง…

เนื่องจากได้มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกออกมา เผยว่าแม้โลกของเรานั้นจะเพิ่งเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า และไม่ได้ใช้กันเกลื่อนเท่ารถน้ำมัน แต่ก็ยังประสบปัญหามีสถานีชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไม่เพียงพอ?!

ซึ่งเรื่องนี้สามารถนำมาเป็นกรณีศึกษาให้สำหรับประเทศไทย เพราะมันคือปัญหาแห่งโลกอนาคตที่ทั่วโลกควรตระหนักถึง

 

 

กรณีศึกษาจากแคลิฟอร์เนีย

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คือรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

มันยังเป็นรัฐที่มีคนใช้งานรถพลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ และเป็นเมืองที่กระตุ้นให้ผู้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าที่ไหนๆ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้รถไฟฟ้าที่นี่จะหาที่ชาร์จพลังงานได้ง่ายเสมอไป…

 

บนทางด่วนเลียบมหาสมุทรแปซิฟิก ระยะทาง 965 กม. ระหว่างเมืองซานดิเอโก ไปจนถึงซานฟรานซิสโก คุณจะได้สัมผัสกับวิวทะเล หน้าผา และไร่องุ่นจนนับไม่ถ้วน

แต่สำหรับสถานีเติมพลังงานไฟฟ้านั้น มีน้อยจนแทบจะนับได้เลย โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ขับรถของ Tesla ยิ่งแล้วใหญ่

ที่จีนก็ยังประสบปัญหาเช่นเดียวกัน สถานีชาร์จไฟยังมีอยู่แค่ในเขตที่เจริญแล้วในเมืองใหญ่

เช่นเดียวกับในยุโรป ที่หากจะใช้รถยนต์ไฟฟ้าขับรถทางไกลออกโรดทริป แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

สถานีชาร์จไฟอยู่ที่ไหนบ้าง!?

 

สถานีชาร์จไฟทั่วโลกตอนนี้ มีจำนวน 632,000 แห่ง เกินครึ่งอยู่ที่ประเทศจีน

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แคลิฟอร์เนีย เป็นรัฐที่มีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตมากที่สุดในโลก แต่ที่อเมริกากลับมีสถานีไฟฟ้าน้อยกว่าจีนเกือบ 3 เท่า

อ้างอิงจากผลสำรวจของ BloombergNEF องค์กรที่เก็บข้อมูลด้านสถิติได้เผยว่า มีรถยนต์ไฟฟ้าได้ถูกขายออกไปถึง 5,000,000 คันในปี 2018

และจากแผนงานที่ต้องการให้รถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งทางการตลาดขึ้นไปสูงถึง 30% ภายในปี 2030

ทำให้ ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ทำการคาดการณ์ว่าโลกเราจำเป็นต้องมีที่ชาร์จไฟสาธารณะจำนวนประมาณ 14-30 ล้านจุด เพื่อที่จะสามารถรองรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ทั่วโลก

ซึ่งนั่นจะต้องมากกว่าสถานีที่มีในปัจจุบันราว 20-30 เท่า

เพราะปัจจุบันสถานีพลังงานนั้นยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความสะดวกสบายมากที่สุดให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้

 

ประสบการณ์การชาร์จไฟที่ยังไม่สะดวกสบาย

และมาถึงตอนนี้ ต้องขออธิบายระดับการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้าเสียหน่อย

ตัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีหลากหลายรูปแบบ แต่จะแบ่งออกเป็น 3 เลเวล อิงจากมาตรฐานที่ทางอเมริกาได้จัดไว้

-Level 1 เป็นการชาร์จแบบปกติที่ช้าที่สุดจ่ายไฟเพียง 120v

ส่วนมากจะเป็นการชาร์จจากไฟบ้านจากชุดชาร์จที่ติดมากับรถยนต์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง ในการชาร์จแบตเตอรี่ไปถึง 20% ทำให้คนนิยมชาร์จข้ามคืนเอาไว้

 

-Level 2 เป็นแบบที่เร็วกว่าปกติขึ้นมาสองเท่า จ่ายไฟ 240v

สถานีชาร์จไฟส่วนมากจะเป็นการชาร์จระดับนี้ และตัวชาร์จระดับนี้ก็มีขายให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าซื้อไปใช้ที่บ้านได้เช่นกัน แต่มีราคาอยู่ที่ราวๆ 19,000 บาท

การชาร์จระดับนี้ใช้เวลา 2-4 ชั่วโมงในการชาร์จแบตรถเต็ม

 

-Level 3 สามารถจ่ายไฟ 480v ซึ่งเป็นการชาร์จที่เร็วที่สุดทำให้ถูกเรียกว่า Fast Charge ซึ่งสถานีของ Tesla จะใช้การชาร์จไฟในระดับนี้ในสถานีพลังงานของพวกเขาในชื่อว่า Tesla Supercharger

การชาร์จระดับนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที รถก็จะวิ่งได้ประมาณ 275 กม. และจะใช้เวลาประมาณ 60-75 นาที หากต้องการชาร์จให้เต็ม

 

 

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าระดับท็อปที่ออกมาในตลาดนั้น สามารถวิ่งได้ประมาณ 320 กม. เมื่อชาร์จพลังงานเต็ม

แต่จากกราฟด้านบนแสดงให้เห็นว่าเห็นได้ว่า ปัจจุบัน 2 ใน 3 ของสถานีชาร์จไฟทั่วโลกเป็นการชาร์จระดับที่ต่ำกว่า Fast Charge

นั่นหมายความว่านอกจากสถานีพลังงานจะยังไม่เพียงพอแล้ว ประสิทธิภาพของสถานีชาร์จไฟส่วนมากยังไม่เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกเต็มรูปแบบให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้เรายังไม่ได้พูดถึงสงครามระหว่างยี่ห้อ ที่ทำหัวชาร์จที่ไม่สามารถใช้กับรถทุกรุ่นได้

อย่างเช่นหัวชาร์จของสถานี Tesla ก็ถูกออกแบบมาให้ใช้กับรถยี่ห้อคู่แข่งไม่ได้

ส่วนที่นอกเหนือจาก Tesla ก็อาจจะต้องต่อพ่วงอแดปเตอร์ หากหัวชาร์จไม่ตรงกับรุ่นรถของเรา

เมื่อพูดถึงราคาของการชาร์จก็ต้องบอกว่ามันยังไม่ชัดเจน และบางครั้งก็มีการบังคับให้สมัครสมาชิกหรือต้องโหลดแอปในมือถือ ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควรอีก

ไม่เหมือนกับปั๊มน้ำมัน ที่คุณขับเข้าไป ก็เติมได้ไม่เกี่ยงยี่ห้อ ไม่เกี่ยงรุ่น

 

ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างที่ว่ามา ทำให้ปัจจุบัน ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 80% เลือกชาร์จแบตให้รถที่บ้าน หรือที่ทำงาน มากกว่าที่สถานีพลังงาน

 

นอกจากนี้ มีการเปิดเผยว่าการที่สถานีพลังงานระดับ Fast Charge จะคืนทุนได้ ต้องมีลูกค้าเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 8 คน

แต่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยของสถานีชาร์จไฟบางแห่งมีลูกค้าไม่ถึง 5 คนต่อวัน

เป็นคำถามสำคัญว่า คนที่ลงทุนเปิดสถานีชาร์จเอง หากไม่ได้มีธุรกิจปั๊มน้ำมันอยู่แล้ว มันจะคุ้มค่าหรือไม่!?

นี่ก็เป็นโจทย์ให้กับวงการยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้เพิ่มมากขึ้น

 

บริษัทที่มีสถานีชาร์จไฟมากที่สุดในอเมริกาคือ eVgo และ Tesla

 

แล้วบริษัทผู้ผลิตรถมีแผนต่อไปอย่างไร

ในเมื่อสถานการณ์ของสถานีชาร์จไฟดูไม่ดีนักในตอนนี้ ก็เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายที่ต้องงัดกลวิธีออกมาเพื่อขายรถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาให้ได้

Tesla ดูจะเป็นบริษัทที่ไว้ใจได้มากที่สุด พวกเขาสร้างสถานีชาร์จไฟไว้ใน 4 ทวีปด้วยตัวเอง ทั้งอเมริกา เอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย เพื่อสร้างความเชื่อถือและยอดจำหน่ายรถ

นอกจากนี้พวกเขายังเป็นบริษัทเดียวที่มีสถานีชาร์จไฟอยู่ที่ทั้งในจีนและอเมริกา และมีแท่นชาร์จกว่า 12,000 ในสถานีกว่า 1,400 แห่ง

 

ทางด้านกลุ่มพันธมิตรที่ประกอบไปด้วย Volkswagen Group (ประกอบไปด้วย Volkswagen, Porche และ Audi ), Daimler Group (Mercedes-Benz), Ford Motor Co. (Ford) และ BMW Group (BMW)

ทั้ง 4 บริษัทใหญ่ก็ได้จับมือกันวางแผนสร้างสถานีชาร์จไฟ 400 แห่ง ทุกๆ 120 กม. ของทางหลวงทวีปยุโรป ให้เสร็จภายในปีหน้า

 

ส่วนทางด้าน Electrify America บริษัทที่ Ford อเมริกา ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จไฟ ก็ได้จ่ายเงินไปถึง 60,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า

พวกเขาได้ประกาศเปิดสถานีชาร์จไฟ 105 แห่งทั่วอเมริกาเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเผยว่ามีแผนจะสร้างอีก 484 แห่งภายในวันที่ 1 กรกฏาคม 2019

ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแผนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในปีที่แล้วพวกเขายังไม่มีสถานีชาร์จไฟเลยสักแห่ง

 

 

อนาคตต่อจากนี้??

ที่ชัดเจนตอนนี้เลยก็คือต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของสถานีชาร์จไฟจะยังไม่สามารถเลียนแบบความรุ่งเรืองของยุคเครื่องยนต์ใช้น้ำมันได้ ที่เราจะเห็นปั๊มน้ำมันอยู่เต็มเมืองไปหมด

แต่ความจริงที่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเทรนด์ใหม่ในโลกอนาคตนั้นเป็นความจริง

ถึงแม้ขณะนี้สถานีชาร์จไฟอาจจะยังไม่มากพอที่จะสร้างความสะดวกสบายให้ผู้ใช้รถได้เต็ม 100%

แต่ก็จะเห็นได้ว่าภาครัฐหลายๆ แห่ง รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างก็มีแผนจะเปิดสถานีชาร์จไฟให้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ในขณะผู้ใช้รถไฟฟ้าปัจจุบันเขายอมเสียเงินจำนวนมากเพื่อมาเป็นผู้บุกเบิกโลกอนาคต พวกเขาจึงทนได้แม้การใช้งานจะไม่สะดวกมากเท่ารถยนต์เครื่องยนต์น้ำมัน

แต่… ลูกค้ายุคใหม่จะไม่มีความอดทนอย่างนี้

พวกเขาจะต้องการชาร์จไฟทุกๆ ที่ ที่พวกเขาจอดรถ ไม่ว่าจะเป็นขณะที่จอดซื้อของชำ หรือระหว่างที่กำลังทำงานอยู่ มากกว่าที่จะจอดแวะเพื่อเติมพลังงานที่สถานีอย่างเดียว

และพวกเขาก็ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต่างจากการเติมน้ำมันในยุคปัจจุบัน

ถ้าไปถึงระดับนั้นได้ ยุคที่ทุกคนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า คงเป็นเรื่องไม่ไกลเกินฝัน

แต่ทั้งหมดที่ว่ามายังเป็นเรื่องของอนาคต มันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ…

 

ที่มา: bloomberg, bloombergNEF

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...