หากพูดถึงหนึ่งในค่ายรถยักษ์ใหญ่ของโลกใบนี้อย่าง Zhejiang Geely Holding Group หลายคนอาจจะเกาหัวแกรกๆ ว่าคือค่ายไหน!?

แต่ถ้าบอกว่านี่คือค่าย Geely ที่เป็นเจ้าของ Volvo เชื่อว่าทุกคนก็ต้องร้องอ๋อขึ้นมาทันที

 

เนื่องจาก Geely ที่แต่เดิมเป็นบริษัทรถที่ทำตลาดอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น ซึ่งคนนอกประเทศจะไม่รู้จักเป็นวงกว้างก็คงไม่แปลก

จนกระทั่งได้เข้าซื้อกิจการ Volvo ในปี 2010 ก็ทำให้ชื่อของ Geely กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากการเป็นเจ้าของหนึ่งในแบรนด์รถที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งที่มีอายุถึง 93 ปี

แต่รู้หรือไม่ว่า ตอนที่เข้าซื้อกิจการรถสวีเดนนั้น Geely เพิ่งถูกก่อตั้งมาแค่ราวๆ 20 ปีเท่านั้น

แล้วพวกเขาทำอย่างไรถึงสามารถซื้อ Volvo ได้?

และนอกเหนือจากนั้น Geely ยังมีบทบาทสำคัญอะไรในวงการยานยนต์ปัจจุบันอีกบ้าง!?

วันนี้เราจะพาไปเปิดตำนานแห่งค่ายรถจีน Geely กันครับ…

 

 

จากบริษัทตู้เย็น สู่บริษัทรถแบรนด์แรกของจีน

Geely ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 1986 โดย Li Shufu นักธุรกิจที่มีพื้นเพจากมณฑลเจ้อเจียง

แรกเริ่มเดิมที Geely เป็นบริษัทที่ผลิตและขายตู้เย็น… แต่ Li มีความทะเยอะทะยานกว่านั้น เขาอยากที่จะทำธุรกิจที่มีคู่แข่งไม่เยอะ เพื่อทำเงินให้ได้มากกว่าเดิม

และเมื่อมองว่าตลาดค่ายรถยนต์จีน ยังมีคู่แข่งไม่มากนัก เขาจึงได้ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนมาผลิตรถขายแทน

ประเทศจีนในยุคนั้น ต้องบอกว่ายังไม่ได้มีความเสรีมากเหมือนทุกวันนี้ ในตอนนั้นจีนยังไม่มีค่ายรถที่เป็นบริษัทเอกชนเลย

เพราะรถที่ขายนั้นทุกคันมาจากการที่รัฐบาลทำข้อตกลงกับค่ายรถต่างประเทศและนำมาผลิตในจีน และรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ ทำให้เทคโนโลยีค่อนข้างล้าหลัง รถบางรุ่นถูกลากขายโฉมเดิมยาวถึง 29 ปี!!

 

แต่เมื่อเจ้าสู่ช่วงกลางยุค 90 การค้าในจีนเริ่มมีเสรีมากขึ้น Li จึงเริ่มด้วยการเข้าซื้อโรงงานผลิตมอเตอร์ไซค์

ทำให้ Geely กลายเป็น บริษัทรถเอกชนรายแรก ในประวัติศาสตร์ยานยนต์ของจีน

แต่การทำธุรกิจมอเตอร์ไซค์ มันก็ยังไม่สามารถเติมเต็มความทะเยอทะยานของ Li ได้ เขาจึงเล็งขึ้นสู่สเต็ปต่อไปด้วยการวางแผนสร้างรถยนต์

 

Li Shufu ประธานบริษัท Geely

 

แรกเริ่ม Li ต้องการที่จะขายรถหรูเพราะมันทำกำไรได้เยอะ แต่ใน Geely ตอนนั้น ไม่มีใครเลยที่มีความรู้เรื่องการจะสร้างรถขึ้นมาสักคันหนึ่งต้องทำยังไง

Li จึงทำการซื้อ Mercedes-Benz E280 มาหนึ่งคัน และจัดการรื้อชิ้นส่วนออกมาหมด และประกอบกลับเข้าไปใหม่ จนพวกเขาเริ่มเข้าใจหลักวิศวกรรมของรถยนต์

จากนั้น Li ก็ซื้อรถเก๋งจีนราคาไม่แพงมาอีกคัน และนำรถทั้งสองมายำรวมกัน

จนกลายเป็นรถต้นแบบคันแรกของ Geely!!

 

แต่กลับกลายเป็นว่ารถที่ออกมาค่อนข้างจะไม่ดีนัก ไม่สวย ขับไม่ดี และพังง่าย เขาจึงเปลี่ยนความคิดจากที่จะขายรถหรู มาเป็นการขายรถบ้านที่คนจีนส่วนมากมีกำลังซื้อ

ในตอนนั้น Suzuki Alto และ Daihatsu Charade คือรถที่มีราคาจับต้องได้ง่ายที่สุดในจีน

Li จึงตัดสินใจว่าเขาจะลงมาแข่งในตลาดนี้นี่แหละ จะดึงลูกค้ามาด้วยการขายให้ถูกกว่าแบรนด์ญี่ปุ่น

และเขาก็ได้ทำแบบเดิม คือการซื้อ Daihatsu Charade มาแยกชิ้นส่วนดูเหมือนกับที่ทำครั้งก่อน

 

 

ในปี 1998 Geely Haoqing รถรุ่นแรกของค่ายก็ได้เปิดตัวออกมา โดยมีหน้าตาที่ที่เหมือนกับกับ Daihatsu Charade เป๊ะๆ แถมเครื่องยนต์ก็ใช้ของ Toyota เหมือนกันอีก!!

 

Geely Haoqing โฉมแรกที่ผลิตออกมาในปี 1998

 

แต่ผลปรากฎว่า Geely Haoqing เจ๊งไม่เป็นท่า เพราะการที่มันมีหน้าตาเหมือน Charade แต่คุณภาพงานประกอบ งานสี วัสดุภายใน แตกต่างกับแบรนด์ญี่ปุ่นหลายขุม

มีเรื่องเล่าว่าในงานเปิดตัว Geely Haoqing มีแขกมาร่วมงานแค่คนเดียวเท่านั้น ทำให้ Li โกรธมาก

มีข่าวลือว่าเขาไปหารถบดมา และขับเหยียบ Geely Haoqing กว่า 100 คันจนเละหมด!?

 

แม้จะเริ่มด้วยความล้มเหลว แต่ Li ก็ยังไม่ยอมแพ้

ต่อมา Geely Haoqing โฉมใหม่ได้เปิดตัวออกมา โดยคราวนี้รถมีคุณภาพงานประกอบที่ดีขึ้น

ส่วนเครื่องยนต์ก็ได้ดีลกับ Toyota ให้เป็นผู้ผลิตมาให้ ซึ่งเราก็รู้กันดีว่าเครื่องของ Toyota ขึ้นชื่อด้านความทนทานอยู่แล้ว

และกลยุทธ์การตลาดของ Geely ก็ยังคงไว้อย่างเดิม ซึ่งก็คือการขายในราคาที่ถูกกว่าแบรนด์ต่างประเทศ เป็นความได้เปรียบจากการเป็นบริษัทรถเอกชนไม่กี่แบรนด์ที่จีนในตอนนั้น

และครั้งนี้ Geely Haoqing ก็ทำยอดขายออกมาได้ดี ทำให้ Geely เริ่มที่จะสร้างกำไรเข้ามาได้

 

และเรารู้กันดีว่า หากใครทำธุรกิจประสบความสำเร็จในจีน กำไรจะเข้ามามหาศาล เพราะการมีประชากรเยอะ หมายความว่าลูกค้าก็เยอะตามไปด้วย

Geely ไม่รอช้า นำกำไรที่ได้มาไปซื้อโรงงานแห่งที่สอง พร้อมกับเปิดตัวรถรุ่นที่สองของแบรนด์ออกมา

 

Geely Haoqing เจนที่ 2 รถที่สร้างชื่อให้ Geely

 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Geely ได้เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2001 เมื่อรัฐบาลจีนอนุญาติให้ Geely กลายเป็นบริษัทเอกชนที่สามารถผลิตรถได้เต็มตัว จากการทำข้อตกลง World Trade Organization (WTO)

ต้องอธิบายก่อนว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนมีกฎหมายห้ามบริษัทเอกชนผลิตรถ แต่เหมือนว่า Geely จะได้รับการหยวนๆ มาตั้งแต่ปี 1997

แต่เมื่อทำข้อตกลง WTO แล้ว ทำให้ Geely ถูกรับรองให้ผลิตรถได้อย่างเป็นทางการ จึงขยายฐานการผลิตให้ใหญ่ขึ้น พร้อมกับแตกแบรนด์ย่อยอย่าง Shanghai Maple ออกมา เพื่อเจาะตลาดลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ในปี 2009 Geely มียอดขายรถสูงถึง 140,000 คัน กลายเป็นบริษัทรถแนวหน้าของจีนได้อย่างเต็มตัว

และในปีต่อมา ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักเขา…

 

 

เข้าซื้อ Volvo ปลุกชีพแบรนด์ โดยไม่ยัดเยียดความเป็นจีน

หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในปี 2008 ที่สหรัฐฯ ทำค่ายรถมะกันได้รับผลกระทบอย่างหนัก รวมถึง Ford

ทำให้ Ford ตัดสินใจต้องนำ Volvo ไปเร่ขายให้กับค่ายรถอื่นๆ

ทำให้ทาง Geely ได้ตัดสินใจทุ่มเงิน 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราวๆ 55,000 ล้านบาท ซื้อ Volvo เข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารของ Geely 100%

 

Li เคยประสบความสำเร็จมาแล้วกับการสร้างแบรนด์ Geely ให้เติบโตขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับประเทศ

แต่กับ Volvo ที่เป็นแบรนด์ที่มีขายอยู่ทั่วโลกนั้น จึงเป็นอะไรที่ท้าทายอย่างมาก ว่าเขาจะบริหาร Volvo อย่างไร ให้กลับมาทำกำไรได้มาก

 

และเคล็ดลับแห่งความสำเร็จก็คือ.. ไม่ยัดเยียดความเป็นจีน!!

แม้จะขึ้นมาเป็นประธานบริษัท แต่ Li ไม่ได้ยัดเยียดให้คนจีนเข้าไปบริหาร เขาเริ่มด้วยการจ้างอดีตประธานของ Volkswagen มาคุมบังเหียน

และตำแหน่งในบอร์ดบริหารและพนักงานแผนกต่างๆ ก็ยังใช้ชุดเดิม ที่ส่วนมากเป็นชาวสวีเดนและยุโรป ในปี 2016 มีรายงานว่า 61.4% ของพนักงาน Volvo นั้นยังคงเป็นชาวสวีเดน

 

Li ตัดสินใจให้ฐานการผลิต Volvo ที่สวีเดน และ เบลเยี่ยม ดำเนินการไปเหมือนเดิม

แม้ว่าการย้ายฐานการผลิตมาที่จีนจะทำให้ต้นทุนถูกลง แต่เขารู้ดีว่าการรักษาความเป็น Volvo ไว้คือสิ่งสำคัญที่สุด

Volvo ภายใต้ยุค Geely ได้ทำการปรับแผนการผลิตรถโดยเปลี่ยนมาเน้นผลิตเครื่องยนต์ 3 และ 4 สูบแทนเครื่องขนาดใหญ่ที่ไม่สร้างกำไร

รวมถึงสร้างแพลทฟอร์ม SPA ขึ้นมาเพื่อใช้ร่วมกันกับรถหลายรุ่นเพื่อลดต้นทุนการวิจัย

จากนั้นก็ส่งเสริมเรื่องการทำตลาดในจีนและเอเชีย เพื่อให้คนตะวันออก ได้สัมผัสแบรนด์ยุโรปชื่อดังนี้ได้ง่ายขึ้น

Volvo มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ขอแค่ทำตลาดดีๆ ก็น่าจะขายได้!!

 

และนั่นก็เป็นความจริงในปี 2015 Volvo สามารถทำยอดขายรถได้เกิน 500,000 คัน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 89 ปี

ปัจจุบัน Volvo ก็ยังเป็นหนึ่งในค่ายรถที่หลายคนไว้วางใจเลือกซื้อ และไม่มีภาพลักษ์ของความเป็นแบรนด์รถจีนแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีประธานบริษัทเป็นคนจีนก็ตาม

 

 

สรุปอาณาจักร Geely ในปัจจุบัน

ความสำเร็จของ Geely ทำให้พวกเขากลายมาเป็นหนึ่งในเครือรถยักษ์ใหญ่ของโลก โดยมีแบรนด์อยู่ในเครือหลายแบรนด์ ทั้ง

Polestar เดิมทีเป็นทีมแข่งรถของ Volvo จนกระทั่งปี 2017 Geely ประกาศแตกแบรนด์ Polestar ออกมาให้เน้นขายรถยนต์ไฟฟ้าหรูโดยเฉพาะ เพิ่งสร้างฐานการผลิตหลักที่จีนเสร็จไปเมื่อต้นปีนี้

Lynk & Co แบรนด์ย่อยที่แตกออกมาเมื่อปี 2016 ปัจจุบันทำตลาดแค่ในจีน วางตำแหน่งไว้สูงกว่า Geely แต่ต่ำกว่า Volvo

Lotus จากอังกฤษ ที่ Geely เข้าซื้อหุ้น 51% มาในปี 2017 พร้อมกับ Proton

Proton ค่ายรถเพื่อนบ้านของเราที่ปัจจุบัน Geely ถือหุ้นอยู่ 49.9% อยู่ในระหว่างการชุบชีวิตให้ค่ายรถมาเลเซียกลับมามีกำไรอีกครั้ง

Smart ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าซิตี้คาร์ขนาดเล็กของ Mercedes-Benz ที่มาจับมือเป็นคู่ค้าร่วมกับ Geely และเพิ่งเปิดสำนักงานใหญ่ที่จีนไปเมื่อเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา

– นอกจากนี้ Geely ยังเป็นเจ้าของ LEVC บริษัทที่ผลิตลอนดอนแท็กซี่ และบริษัทด้านเทคโนโลยีอื่นๆ อีกหลายบริษัท

 

.

การเซ็นสัญญาเป็นคู่ค้าแบรนด์ smart กับ Mercedes-Benz

 

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของ Geely หนึ่งในเครือรถยักษ์ใหญ่อีกเครือหนึ่งในโลกยานยนต์

ซึ่งในอนาคตข้างหน้าคนไทยเราก็กำลังจะได้สัมผัสรถจาก Geely กันแล้ว เพราะมีข่าวลือหนาหูว่า Geely กำลังจะเข้ามาทำตลาดไทยในอนาคตอีกไม่นาน

ซึ่งหลังจากที่ประสบความสำเร็จทั้งในจีนและระดับโลก พวกเขาจะสามารถทำได้ดีแค่ไหนในไทย เราต้องรอติดตามค่ายนี้กันให้ดีครับ

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไรกันครับ…?

 

ที่มา : geely, wikipediazgh, donutmedia

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้...